บล็อกคืออะไร
บล็อก Blog มาจากศัพท์คำว่า WeBlog โดยการผสมคำระหว่าง WEB ( Wolrd Wide Web) +LOG (บันทึก) = บล็อก
บล็อก หมายถึงเว็บไซต์ ในรูปแบบย่อส่วน ที่มีรูปแบบเนื้อหาเรียบง่าย เป็นกันเอง เหมือนกับการบันทึกเรื่องพูดคุยกันของคนที่ชอบหรือสนใจในเรื่องเดียวกัน คล้ายกับบันทึกส่วนตัวออนไลน์ มีส่วนของการ แลกเปลี่ยน แสดงความคิดเห็น comments ให้กับผู้เข้าชม และก็จะมี link แนะนำไปยังเว็บอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย
บล็อก (Blog) เป็น เว็บไซต์ที่เจ้าของสามารถบันทึกบทความ รูปภาพ วีดีโอ ของตนเอง (Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์ โดยเนื้อหาของ blog นั้นจะครอบคลุมได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวส่วนตัว หรือเป็นบทความเฉพาะด้านต่างๆ สามารถบันทึกเรื่องราวของตนเองลงในเว็บได้ตลอดเวลา การสร้างเว็บบล็อกสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง ไม่ซับซ้อน ไม่เสียสตางค์ ไม่จำเป็นต้องรู้ภาษา HTML อย่างน้อยขอให้มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์บ้าง
บล็อก เป็นปรากฎการณ์ที่เปลี่ยนรูปแบบของการสื่อสารในอดีตอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเว็บไซค์ ซึ่งมีรูปแบบเป็นทางการมากกว่า บล็อกเกิดขึ้นมาเพื่อทดแทนสิ่งที่ขาดหายไปของเว็บไซค์ คนเขียนบล็อก สามารถทำหน้าที่เป็นสื่อด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งสื่อสารมวลชน เขาสามารถสื่อสารกันเองในกลุ่มเล็กๆ หรือกลุ่มใหญ่ก็ได้ ถ้าเรื่องไหน เป็นที่ถูกใจ ของชาวบล็อก ชาวเน็ต คนๆ นั้น อาจจะดังได้เพียงชั่วข้ามคืน โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยสื่อหลักช่วยเลย
ตัวอย่างของ Blog ในขณะนี้คือ WeBlog ของ Blogger.com ซึ่งถ้าใช้โดเมนฟรี Url จะแสดงผลเป็น
ทำเว็บบล็อก.Blogspot.com แต่ถ้าจดโดเมนเอง จะเป็น ทำ เว็บบล็อก.com
วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554
สิงแวดล้อม
สิ่งแวดล้อม หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น สิ่งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม สิ่งที่เห็นได้ด้วยตาและไม่สามารถเห็นได้ด้วยตา สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ (เกษม, 2540) จากคำจำกัดความดังกล่าว สามารถสรุปได้ว่า สิ่งแวดล้อม คือ สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวเรา แต่ คำว่า "ตัวเรา" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงตัวมนุษย์เราเท่านั้น โดยความเป็นจริงแล้ว ตัวเรานั้นเป็นอะไรก็ได้ที่ต้องการศึกษา/รู้ เช่น ตัวเราอาจจะเป็นดิน ถ้ากล่าวถึงสิ่งแวดล้อมดิน หรืออาจจะเป็นน้ำ ถ้ากล่าวถึงสิ่งแวดล้อมน้ำ เป็นต้น นอกจากนี้อาจมีข้อสงสัยว่า สิ่งที่อยู่รอบตัวเรามีรัศมีจำกัดมากน้อยเพียงใด ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่าสิ่งต่างที่อยู่รอบๆ ตัวเรา ไม่ได้มีขอบเขตจำกัด มันอาจอยู่ใกล้หรือไกลตัวเราก็ได้ จะมีบทบาทหรือมีส่วนได้ส่วนเสียต่อตัวเราอย่างไรนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับลักษณะ และพฤติกรรมของสิ่งนั้นๆ เช่น โศกนาฏกรรมตึกเวิร์ดเทรด ซึ่งตัวมันอยู่ถึงสหรัฐอเมริกา แต่มีผลถึงประเทศไทยได้ในเรื่องของเศรษกิจ เป็นต้น

1. 1 สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ (Physical Environment) หรือสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีชีวิต (Abiotic Environment) แบ่งได้ดังนี้
1.1.1 บรรยากาศ (Atmosphere) หมายถึงอากาศที่ห่อหุ้มโลก ประกอบด้วย กา๙ชนิดต่างๆ เช่น โอโซน ไนโตรเจน ออกซิเจน อาร์กอน คาร์บอนไดออกไซด์ ฝุ่นละออง และไอน้ำ
1.1.2 อุทกภาค (Hydrosphere) หมายถึงส่วนที่เป็นน้ำทั้งหมดของพื้นผิวโลก ได้แก่ มหาสมุทร ทะเล แม่น้ำ ฯลฯ
1.1.3 ธรณีภาค หรือ เปลือกโลก(Lithosphere) หมายถึง ส่วนของโลกที่เป็นของแข็งห่อหุ้มอยู่รอบนอกสุด ของโลกประกอบด้วยหินและดิน

1.2 สิ่งแวดล้อมที่มีชีวิต (Biotic Environment) ได้แก่ พืช สัตว์ และมนุษย์
2.1 สิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรม (Concrete Environment) ได้แก่ บ้านเรือน ถนน สนามบิน เขื่อน โรงงาน วัด
2.2 สิ่งแวดล้อมที่เป็นนามธรรม (Abstract Environment)ได้แก่ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา กฎหมายระบบเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง เป็นต้น
[แก้ไข] ประเภทของสิ่งแวดล้อม
จากความหมายของสิ่งแวดล้อมดังกล่าวสามารถแบ่งสิ่งแวดล้อมได้เป็น 2 ประเภท คือ สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ (Natural environment) และสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-Mode Environment)[แก้ไข] 1. สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ( Natural Environment)
แบ่งออกเป็น 2 ประเภทย่อย คือ สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ (หรือสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีชีวิต) และสิ่งแวดล้อมที่มีชีวิต1. 1 สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ (Physical Environment) หรือสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีชีวิต (Abiotic Environment) แบ่งได้ดังนี้
1.1.1 บรรยากาศ (Atmosphere) หมายถึงอากาศที่ห่อหุ้มโลก ประกอบด้วย กา๙ชนิดต่างๆ เช่น โอโซน ไนโตรเจน ออกซิเจน อาร์กอน คาร์บอนไดออกไซด์ ฝุ่นละออง และไอน้ำ
1.1.2 อุทกภาค (Hydrosphere) หมายถึงส่วนที่เป็นน้ำทั้งหมดของพื้นผิวโลก ได้แก่ มหาสมุทร ทะเล แม่น้ำ ฯลฯ
1.1.3 ธรณีภาค หรือ เปลือกโลก(Lithosphere) หมายถึง ส่วนของโลกที่เป็นของแข็งห่อหุ้มอยู่รอบนอกสุด ของโลกประกอบด้วยหินและดิน
[แก้ไข] 2 . สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น(Man-Mode Environment)
แบ่งได้ 2 ประเภทดังนี้2.1 สิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรม (Concrete Environment) ได้แก่ บ้านเรือน ถนน สนามบิน เขื่อน โรงงาน วัด
2.2 สิ่งแวดล้อมที่เป็นนามธรรม (Abstract Environment)ได้แก่ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา กฎหมายระบบเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง เป็นต้น
การตกปลา
สำหรับผู้ต้องการความรู้ ไม่ได้เป็นการอวดรู้นะครับสำหรับท่านที่ผ่านมาอ่านและอาจจะคิดว่าไม่ใช่หรือ ไม่ตรงกับความคิดของท่านก็ผ่านไปนะครับ สำหรับให้นักตกปลาเริ่มต้น หรือเยาวชนได้อ่านกันแล้วกันครับ
1. ปลากินยาก อาจจะต้องใช้ตัวเบ็ดเล็ก + ตัวเกี่ยวเล็ก เพราะปลาระแวงในการกิน จะมาเก็บเหยื่อชิ้นเล็กๆ ทำให้การได้ตัวปลาง่ายขึ้น
2. บางครั้งปลากินเหยื่อยากใช้เทคนิคข้อ 1 แล้วปลากินอาจจะไม่ลากเหยื่อ ก็ต้องถือคันรอ ปลากินแบบปลาตอดเหยื่อเบาๆ เราก็ต้องตวัดคันเลยโดยปลาไม่ลากเหยื่อ ก็จะทำให้ได้ตัวปลาเช่นกัน ปลาสวายนะครับกินเหมือนปลาเล็กๆ
3. สายหน้าจากตะกร้อเหยื่อ สั้นหรือยาว ก็ต้องแล้วแต่สถานที่ที่เราตกปลาอยู่ ถ้าเป็นบ่อไม่นานมาก พื้นก้นบ่อแข็งไม่มีเลนมาก สายหน้าก็ไม่ต้องยาวมาก (อันนี้ไม่ตายตัวนะครับบางทีปลาก็กินสายหน้าสั้น บางทีก็กินสายหน้ายาว คงต้องปรับเปลี่ยเอาครับ) แต่ถ้าเป็นบ่อเก่าๆ เลนตรมก้นบ่อมีมากสายหน้าก็ต้องยาวกว่าปกติ เพราะเวลาเหยื่อกองบนพื้นก้นบ่อ การเก็บกินของปลาก็จะง่ายไม่ใช่จมอยู่กับเลนตรมก้นบ่อ
4. จากข้อ 3 ตะกร้อใส่ตะกั่ว หนัก,เบา ถ้าใช้ตัวใส่ตะกั่วหนัก แล้วมีเลนมากก็จะจม ปลาก็จะเก็บกินเหยื่อยากหมายถึงเหยื่อที่หุ้มตะกร้อ เพราะธรรมชาติของปลาจะมาเก็บกินเหยื่อขนมปังชิ้นเล็กๆ อีกอย่างที่เราใส่ตะกั่วที่ตะกร้อ ก็เพื่อให้ปลาตกใจเวลาที่ดูดกินเหยื่อแล้วเบ็ดติดปาก ทำให้ปลาออกตัววิ่งๆๆๆๆ และความหนักของตะกั่วก็ทำให้คมเบ็ดฝังลงลึก ก่อนที่เราจะตวัดคันอีกที อีกอย่างเป็นการโชว์เสียงรอกที่ ดังๆก็ได้นะครับ
5. ในปัจจุบัน บ่อตกปลาเป็นสถานที่ พักผ่อนให้นักตกปลา และหลายๆบ่อตอนนี้ ให้ใช้เฉพาะเปลือกขนมปัง เสียเป็นส่วนมาก โดยมีเปลือกขนมปังเปลือกล้วน,เปลือกขนมปังเปลือกเนื้อ(นิ่มกว่า) รำ ข้าว และโดยส่วนมากจะไม่ให้นักตกปลานำเหยื่อมาเอง ซึ่งที่ผ่านมาจะเป็นพวกเหยื่อหมักมีทั้งหอม, และเหยื่อหมักเปรี้ยว รวมทั้งความมันของเหยื่อหมัก บ่อทั่วๆส่วนมากก็ห้ามใช้ เหตุผลที่บอกมาทำให้น้ำเสีย แต่ก็ต้องเข้าใจครับ ธุระกิจ บ่อตกปลาเขาจะอยู่ได้ ก็ต้องอยู่ที่การขาย เหยื่อตกปลา อาหาร เครื่องดื่ม อุปกรณ์ต่างๆอีกด้วย ไม่ใช่เฉพาะแค่ค่าชั่วโมงอย่างเดียว ต้องเข้าใจ
6. เทคนิคต่างๆ นักตกปลาต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะตกหน้าดิน หรือทุ่นลอย ปลาขึ้นน้ำช่วงไหน ปลากินหน้าดิน หรือใช้ทุ่นลอย ช่วงไหนดีกว่ากัน เวลาตกทุ่นลอยความลึกของเหยื่อลึกมากน้อยขนาดไหน ต้องทดลอง อยู่ตลอดเวลาอย่าลืมนะครับ
7. การปั้นเหยื่อ สำคัญมากนะครับอย่ามองข้าม เคยมีการทดลองมาแล้ว เหยื่อถังเดียวกัน คนตกปลาหลายๆคน เทคนิคของแต่ละคนต่างกัน บางคนกินเร็ว บางคนกินช้า บางคนไม่กินเลย ทั้งๆที่เหยื่อถังเดียวกัน ปั้นเหยื่ออย่างไรให้ปลากิน ขนมปังผสมน้ำแล้วนิ่มมากน้อย แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน ปั้นเหยื่อให้แน่นพอเหมาะ ลองทำดูนะครับ ถ้าเหยื่อที่เราปั้นแล้วตีออกไป ตกน้ำแล้วเหยื่อไม่แตกตัวออกเป็นชิ้นเล็กๆ ปลาจะเข้ามาเก็บกินเหยื่อได้อย่างไร และโดยเฉพาะชิ้นเหยื่อที่เป็นตัวเกี่ยวเบ็ด เสียงของเหยื่อที่ตกน้ำดังไม่เหมือนกัน ปั้นเหยื่อแน่นมากๆ ตกน้ำแล้วดังเหมือนก้อนดิน แสดงว่าบีบแน่นเกินไป (ปลากินยาก ตัวเบ็ดเล็ก + ตัวเกี่ยวเล็ก หรือตัวเบ็ดอาจจะเบอร์ใหญ่หน่อย ก็เกี่ยวขนมปังให้ชิ้นเล็กได้ ไม่ใช่ชิ้นใหญ่ขนาดปลายข้อนิ้วหัวแม่มือ แล้วยังบีบให้แน่นอีก ไม่ต้องกลัวตัวเกี่ยวหลุด หรือ ปลาจะไม่เห็นครับ เราไม่ได้ตีเหยื่อแช่นานมากๆ เราต้องเปลี่ยนเหยื่อบ่อยครั้งอยู่แล้วเวลาปลากินช้า เทคนิคนี้จะทำให้ปลาก็จะกินง่ายกว่า เพราะปลาระแวงน้อยกว่าในการเก็บกินชิ้นขนมปังเล็กๆ) เทคนิคเหล่านี้ เกิดขึ้นจากการสังเกตุและเรียนรู้ครับ
8. การกำเหยื่อครับ จากที่บอกไว้ถึงการผสมเหยื่อในเว็ปฯเรา บางบ่ออาจจะไม่ให้ใช้หัวเชื้อ ก็ขนมปังปั่น เป็นขอบล้วน หรือขอบเนื้อ ผสมน้ำให้พอเหมาะแล้วทิ้งไว้สักครู่ขนมปังจะนุ่ม (หรือจะเป็นหัวเชื้ออะไรก็แล้วแต่ที่ทางบ่อให้ใช้ได้ หรือหัวเชื้อสูตรของท่านเอง) กำเหยื่อชั้นแรกให้แน่นกับตะกร้อ ขนาดอาจจะพอดีกับตะกร้อ แล้วกำชั้นนอกให้นุ่มถ้าตีเบ็ดแล้วแตกก็กำแน่นขึ้นอีกหน่อย ไม่ใช่เอาขนมปังปั่นแห้งมาใส่หัวเชื้อ หรือกำแน่นๆ ปลาจะกินยากกว่ามากๆ ทดลองดูนะครับ (เทคนิคนี้ใช้ได้หมดครับ_แม้กระทั่งขนมปั่งเปล่าๆ)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)